Blog

Professional IT People ~ Innovative IT Solutions
IT Staff Outsourcing Services | IT consultants | Custom Software Solutions
ประวัติฐานข้อมูล (Database): จากยุคแฟ้มเอกสารสู่ยุค Cloud และ AI
Read More

พาย้อนเส้นทางวิวัฒนาการของฐานข้อมูลแบบอ่านเข้าใจ ตั้งแต่ก่อนมี Database จนถึงยุค Lakehouse และ Vector Database ที่ขับเคลื่อนงาน AI ในปัจจุบัน


ทำไม “ฐานข้อมูล” ถึงเป็นหัวใจของโลกดิจิทัล

ลองนึกภาพชีวิตประจำวันหนึ่งวันของเรา ตั้งแต่ตื่นมาเช็กแชต สั่งอาหาร โอนเงิน จองคิวโรงพยาบาล ไปจนถึงดูซีรีส์ ทุกอย่างมี “ข้อมูล” อยู่เบื้องหลัง และข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้กระจัดกระจายแบบไร้ระเบียบ แต่ถูกจัดเก็บให้ค้นหาได้เร็ว อัปเดตได้ถูกต้อง และเชื่อถือได้ สิ่งที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ Database (ฐานข้อมูล)

คำว่า “ฐานข้อมูล” ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของคนไอทีเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วมันคือ “ระบบความทรงจำ” ขององค์กรและบริการดิจิทัลทั้งหมด ถ้าฐานข้อมูลทำงานไม่ดี เราจะเจอปัญหาแบบที่คุ้น ๆ เช่น

  • กดสั่งของแล้วสถานะไม่อัปเดต หรือขึ้นซ้ำ
  • โอนเงินแล้วเงินหายไปช่วงหนึ่ง (เพราะข้อมูลไม่ตรงกัน)
  • ระบบล่ม เพราะคนใช้งานพร้อมกันเยอะ
  • ค้นหาข้อมูลช้า เหมือนเปิดแฟ้มเอกสารทีละเล่ม

บทความนี้จะพาคุณย้อนดูว่า ฐานข้อมูลเริ่มต้นมาอย่างไร ผ่านแต่ละ “ยุค” ที่เปลี่ยนโลก ตั้งแต่ยุคบัตรเจาะรูและแฟ้มเอกสาร ไปจนถึงยุค Cloud และ AI ในปัจจุบัน พร้อมอธิบายแบบอ่านเข้าใจ ไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อน

เป้าหมายคืออ่านจบแล้วคุณจะเห็นภาพว่า “ทำไมฐานข้อมูลถึงวิวัฒนาการ” ไม่ใช่แค่จำชื่อเทคโนโลยี


ยุค 0: ก่อนมีฐานข้อมูล — โลกของแฟ้มเอกสารและไฟล์กระจัดกระจาย

ก่อนที่คำว่า Database จะเป็นเรื่องปกติ องค์กรจำนวนมากเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เรียกว่า File-based system หรือระบบที่เก็บข้อมูลแยกเป็นไฟล์ตามแผนก/ตามโปรแกรม เช่น บัญชีมีไฟล์ลูกหนี้ของตัวเอง ฝ่ายขายมีไฟล์ลูกค้าอีกชุด คลังมีไฟล์สินค้าอีกชุด

ปัญหาหลักของระบบไฟล์

  • ข้อมูลซ้ำ (Data redundancy): ลูกค้าคนเดียวมีหลายไฟล์ พอแก้เบอร์โทรต้องแก้หลายที่
  • ข้อมูลไม่ตรงกัน (Inconsistency): แผนกหนึ่งอัปเดตแล้ว แต่อีกแผนกยังเป็นข้อมูลเก่า
  • ค้นหา/รวมข้อมูลยาก: อยากรู้ยอดขายรวมทั้งปี ต้องดึงหลายไฟล์มารวมกันเอง
  • ความปลอดภัยจัดการยาก: ไฟล์กระจายอยู่หลายเครื่อง หลายคนเข้าถึงได้ง่ายเกินไป

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ระบบไฟล์เหมือน “บ้านที่เก็บของไว้ทุกห้องแบบไม่มีตู้กลาง” ของอยู่ครบ แต่หาของยาก และเสี่ยงหาย

สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดแนวคิดว่า เราควรมีที่เก็บข้อมูลกลาง ที่หลายโปรแกรมใช้งานร่วมกันได้ และมีคนคุมกติกาให้เป็นระเบียบ


ยุค 1: ฐานข้อมูลยุคแรก — บัตรเจาะรูและ Mainframe

ย้อนกลับไปในช่วงที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องใหญ่ ๆ ราคาแพง องค์กรใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลรายการซ้ำ ๆ เช่น เงินเดือน สต็อกสินค้า หรือทะเบียนลูกค้า

ในยุคนี้การทำงานมักเป็นแบบ Batch processing คือรวบรวมข้อมูลไว้แล้วค่อยประมวลผลทีเดียวเป็นรอบ ๆ (ยังไม่เรียลไทม์)

  • พนักงานป้อนข้อมูลเป็นชุด
  • ระบบรันกลางคืน
  • เช้ามาได้ผลลัพธ์เป็นรายงาน

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “ข้อมูลต้องถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ” แม้จะยังไม่ใช่ Database แบบที่เราคุ้นเคย


ยุค 2: ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database) — โครงสร้างแบบต้นไม้

เมื่อองค์กรเริ่มมีข้อมูลมากขึ้น จึงเกิดฐานข้อมูลแบบ Hierarchical ที่จัดข้อมูลเป็นโครงสร้างเหมือน “แผนผังต้นไม้”

แนวคิดหลัก

  • ความสัมพันธ์แบบ พ่อ-ลูก (Parent–Child)
  • หนึ่งพ่อมีลูกหลายคนได้
  • แต่ลูกหนึ่งคนมีพ่อได้แค่คนเดียว

เหมาะกับอะไร

ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัด เช่น ข้อมูลพนักงาน → แผนก → บริษัท หรือรายการสินค้า → หมวดหมู่ → แผนก

ข้อจำกัดที่ทำให้ต้องไปต่อ

  • ถ้าต้องการความสัมพันธ์แบบ “หลายต่อหลาย” จะลำบาก
  • การเปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลทำได้ยาก (เหมือนปรับผังต้นไม้ทั้งสวน)


ยุค 3: ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) — เชื่อมโยงแบบใยแมงมุม

เพื่อแก้ข้อจำกัดของแบบต้นไม้ จึงเกิดฐานข้อมูลแบบ Network ที่อนุญาตให้ข้อมูลเชื่อมกันได้หลายทางมากขึ้น

แนวคิดหลัก

  • หนึ่งรายการเชื่อมกับหลายรายการได้
  • รองรับความสัมพันธ์แบบหลายต่อหลาย (Many-to-many)

แต่ทำไมไม่เป็นที่นิยมในระยะยาว

  • โครงสร้างและการเขียนโปรแกรมซับซ้อน
  • ต้องรู้ “เส้นทาง” การเข้าถึงข้อมูลชัดเจน (เหมือนต้องจำทางเดินในเขาวงกต)

Network DB คือก้าวสำคัญที่ทำให้โลกเห็นว่า “ความสัมพันธ์ของข้อมูล” คือเรื่องใหญ่ แต่ความซับซ้อนนี้เองทำให้วงการเริ่มมองหาแนวทางที่ใช้งานง่ายกว่า


ยุค 4: ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) — ตารางที่เปลี่ยนโลก

ฐานข้อมูลที่ส่งผลต่อโลกไอทีอย่างมากคือ Relational Database (RDBMS) ซึ่งทำให้ฐานข้อมูล “เข้าถึงได้ง่ายขึ้น” และกลายเป็นมาตรฐานขององค์กรจำนวนมาก

แนวคิดที่ทำให้มันปัง

Relational DB จัดข้อมูลเป็น ตาราง (Table) เหมือนสเปรดชีต

  • แถว (Row): ข้อมูลหนึ่งรายการ เช่น ลูกค้า 1 คน
  • คอลัมน์ (Column): คุณสมบัติ เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล

และที่สำคัญคือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างตาราง ทำได้ผ่านคีย์ เช่น CustomerID

SQL: ภาษาที่ทำให้คนคุยกับฐานข้อมูลได้ง่าย

จุดเด่นของ SQL คือคุณบอกระบบว่า “อยากได้อะไร” โดยไม่ต้องบอกละเอียดว่า “จะไปเอายังไง” เช่น อยากได้รายชื่อลูกค้าที่ซื้อสินค้ากลุ่ม A หรือยอดขายรวมรายเดือน

ทำไมธุรกิจชอบ Relational DB

  • ความถูกต้องของธุรกรรม (Transaction): เช่น โอนเงินต้องไม่หาย ไม่ซ้ำ
  • มีมาตรฐานชัด: ใช้ SQL ใกล้เคียงกันได้หลายระบบ
  • เหมาะกับงานองค์กร: บัญชี สต็อก ออเดอร์ CRM

ข้อจำกัดเริ่มชัดเมื่อโลกโตขึ้น

เมื่ออินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชันโตแบบก้าวกระโดด RDBMS เริ่มเจอความท้าทาย เช่น ข้อมูลมหาศาลและหลากหลาย รวมถึงการขยายแบบกระจายหลายเครื่อง (distributed) ที่ซับซ้อนขึ้นในบางเคส


ยุค 5: Client–Server และยุคเว็บ — ฐานข้อมูลกลายเป็นหัวใจบริการออนไลน์

เมื่อระบบเริ่มมีผู้ใช้จำนวนมากพร้อมกัน ฐานข้อมูลต้องรองรับสิ่งที่ยุคก่อน ๆ เจอน้อยกว่า เช่น ผู้ใช้พร้อมกันจำนวนมาก (Concurrency) ความเร็วในการตอบสนอง (Latency) และความน่าเชื่อถือของระบบ

Index: ทำให้ค้นหาเร็วเหมือนมีสารบัญ

ถ้าตารางข้อมูลใหญ่ขึ้น การค้นหาแบบไล่ทีละแถวจะช้า การทำ Index เปรียบเหมือนทำสารบัญหนังสือ ทำให้กระโดดไปหน้าที่ต้องการได้ทันที

Replication & Failover: ทำให้ระบบไม่ล่มง่าย

  • Replication: ทำสำเนาฐานข้อมูลไปอีกเครื่อง
  • Failover: ถ้าเครื่องหลักล่ม ให้เครื่องสำรองขึ้นมาทำงานแทน

สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของความน่าเชื่อถือที่เรา “คาดหวังโดยอัตโนมัติ” ในยุคดิจิทัล


ยุค 6: Big Data และ NoSQL — เมื่อโลกไม่ได้มีแค่ข้อมูลแบบตาราง

พอเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย สมาร์ตโฟน และบริการออนไลน์ขนาดใหญ่ เราเริ่มสร้างข้อมูลที่ไม่เป็นตารางสวย ๆ มากขึ้น เช่น โพสต์ ข้อความ คอมเมนต์ รูป วิดีโอ และล็อกการใช้งานจำนวนมหาศาล

NoSQL ไม่ได้แปลว่า “ไม่ใช้ SQL เลย” แต่หมายถึงฐานข้อมูลที่ไม่ยึดรูปแบบตารางแบบเดิมเป็นหลัก

NoSQL หลัก ๆ มีแบบไหน และเหมาะกับอะไร

Key–Value เหมาะกับแคช/เซสชัน Document เหมาะกับข้อมูลยืดหยุ่น (เช่น JSON) Column-family เหมาะกับสเกลใหญ่แบบกระจาย Graph เหมาะกับความสัมพันธ์ซับซ้อน

จุดเปลี่ยนสำคัญของยุค NoSQL

หลายระบบ NoSQL เน้นการ “ขยายด้วยการเพิ่มเครื่อง” (Scale-out) และอาจยอมแลกบางอย่าง เช่น ความสอดคล้องของข้อมูลแบบทันทีในทุกจุด เพื่อให้ระบบใหญ่ขึ้นและทนทานขึ้น


ยุค 7: Cloud-Native Database — ฐานข้อมูลกลายเป็นบริการ (Database as a Service)

เมื่อ Cloud กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ฐานข้อมูลก็เปลี่ยนบทบาทจาก “ของที่ต้องติดตั้งเอง” ไปเป็น “บริการที่พร้อมใช้”

สิ่งที่ Cloud เปลี่ยนเกม

  • Provision ง่าย: สร้างฐานข้อมูลได้ในไม่กี่นาที
  • ขยายได้ตามใช้จริง: ช่วงโปรโมชันคนเยอะก็เพิ่มทรัพยากรได้
  • HA/Backup อัตโนมัติ: ลดภาระทีมดูแลระบบ

สำหรับองค์กรจำนวนมาก นี่คือการเปลี่ยนจาก “ดูแลเครื่อง” ไปเป็น “ดูแลข้อมูลและการใช้งาน”


ยุค 8: ยุคปัจจุบัน — Data Platform, Lakehouse และฐานข้อมูลเพื่อ AI

ปัจจุบันคำว่า “ฐานข้อมูล” ไม่ได้หมายถึงที่เก็บธุรกรรมอย่างเดียว แต่รวมถึงแพลตฟอร์มข้อมูลทั้งชุด

1) Data Warehouse / Data Lake / Lakehouse

  • Data Warehouse: เน้นข้อมูลที่จัดรูปแบบดีเพื่อทำรายงาน
  • Data Lake: เน้นเก็บข้อมูลดิบได้หลากหลาย
  • Lakehouse: พยายามรวมข้อดีของสองโลกเข้าด้วยกัน

2) Real-time Analytics

โลกธุรกิจอยากเห็นข้อมูล “ตอนนี้” ไม่ใช่รอพรุ่งนี้ เช่น แดชบอร์ดยอดขายแบบเรียลไทม์ หรือการตรวจจับการทุจริตทันที

3) Vector Database: เมื่อ AI ต้อง “ค้นหาความหมาย” ไม่ใช่แค่คำ

ยุค GenAI ทำให้เกิดโจทย์ใหม่: เราต้องเก็บข้อมูลในรูปแบบที่ค้นหา “ความใกล้เคียงของความหมาย” ได้ เช่น ค้นหาข้อความที่ความหมายคล้ายกัน เพื่อทำระบบถามตอบกับเอกสารองค์กร และช่วยให้ AI ดึงข้อมูลอ้างอิงได้ดีขึ้น


ตารางสรุป: วิวัฒนาการฐานข้อมูลแบบเร็ว ๆ

ยุค แนวคิดหลัก จุดเด่น ข้อจำกัดที่ทำให้เกิดยุคถัดไป
ระบบไฟล์ เก็บข้อมูลแยกตามไฟล์ ง่าย เริ่มต้นไว ข้อมูลซ้ำ ไม่ตรงกัน รวมข้อมูลยาก
Hierarchical โครงสร้างต้นไม้ เป็นระเบียบ เหมาะกับลำดับชั้น ความสัมพันธ์หลายต่อหลายลำบาก
Network โครงสร้างใยแมงมุม เชื่อมโยงได้หลายทาง ซับซ้อน เขียน/ดูแลยาก
Relational ตาราง + SQL มาตรฐานดี ธุรกรรมแม่น ขยายแบบกระจายยากในบางเคส
NoSQL รูปแบบหลากหลาย ยืดหยุ่น ขยายง่าย มาตรฐานแตกต่าง ต้องออกแบบให้เหมาะงาน
Cloud-Native DB เป็นบริการ ดูแลง่าย ขยายตามโหลด ต้องบริหารต้นทุน และความเสี่ยง vendor lock-in
AI Era Vector/Real-time ค้นหาความหมาย + ทันที ต้องมี data governance และคุณภาพข้อมูลที่ดี


Conclusion: ฐานข้อมูลไม่ได้เปลี่ยนเพราะ “เทคโนโลยีเท่” แต่เปลี่ยนเพราะโลกเปลี่ยน

ฐานข้อมูลวิวัฒนาการเพราะโจทย์ของโลกเปลี่ยนตลอดเวลา: จาก “เก็บให้เป็นระเบียบ” → “ค้นหาให้เร็ว” จาก “รองรับธุรกรรม” → “รองรับผู้ใช้มหาศาล” จาก “ข้อมูลตาราง” → “ข้อมูลหลากหลาย” จาก “ติดตั้งเอง” → “เป็นบริการบนคลาวด์” และตอนนี้จาก “ค้นหาด้วยคำ” → “ค้นหาด้วยความหมายเพื่อ AI”

สุดท้ายแล้ว ไม่มีฐานข้อมูลแบบเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกงาน แต่การเข้าใจ “ประวัติและเหตุผลของแต่ละยุค” จะช่วยให้เราเลือกเทคโนโลยีได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น ไม่ใช่เลือกเพราะกระแส

คำถามชวนคิด: ถ้าคุณต้องออกแบบระบบวันนี้ คุณคิดว่าข้อมูลแบบไหนขององค์กรที่ “สำคัญที่สุด” และควรเก็บ/จัดการแบบไหนเพื่อให้พร้อมสำหรับอนาคต?

FAQ

1) ฐานข้อมูลกับสเปรดชีตต่างกันยังไง?

สเปรดชีตเหมาะกับงานส่วนบุคคลหรือทีมเล็ก ๆ แต่ฐานข้อมูลถูกออกแบบให้รองรับผู้ใช้หลายคนพร้อมกัน มีการควบคุมความถูกต้อง และจัดการความปลอดภัยได้เป็นระบบกว่า


2) NoSQL จะมาแทน SQL ไหม?

ส่วนใหญ่ไม่ใช่ “แทน” แต่เป็น “เสริม” เพราะงานหลายอย่างยังเหมาะกับ Relational DB มาก เช่น ธุรกรรมการเงิน หรือระบบที่ต้องการความถูกต้องสูง


3) Vector Database จำเป็นต้องใช้ทุกองค์กรไหม?

ไม่จำเป็น ถ้าองค์กรยังไม่ได้ทำงาน AI ที่ต้องค้นหาความหมาย แต่ถ้ากำลังทำระบบถามตอบเอกสาร หรือแนวทาง RAG มักจะเริ่มเห็นประโยชน์ชัดเจน

ทำไมอุปกรณ์ใหม่ในปัจจุบัน ถึงยังไม่รองรับ Wi‑Fi 7 ทั้งที่ดีกว่า Wi‑Fi 6 และ Wi‑Fi 5 มาก?
Apple เตรียมโชว์ Siri รุ่นใหม่พลัง AI จาก Google Gemini
เจาะลึก Google Cloud Region Thailand: ทำไมปี 2026 คือเวลาที่ธุรกิจไทยต้องขยับตัว
Gmail ให้เปลี่ยนชื่อได้ ปิดตำนาน lnwza555
เทรนด์เทคโนโลยีปี 2026 ที่ Forbes จัดอันดับ
Tech Recap 2025: ไทม์ไลน์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก
Tailwind CSS คืออะไร? จากจุดเริ่มต้นสู่ทางเลือกใหม่ของการเขียน CSS
Cache บน Web App: ทำไมเว็บของคุณต้องมีมัน และใช้อย่างไรให้คุ้ม
AI PC คืออะไร? เจาะลึกเทรนด์คอมพิวเตอร์ยุคใหม่ หลังยอดขายในไทยพุ่งเกิน 50%
NotebookLM จาก Google คืออะไร? ทำไมสายงานความรู้ควรรู้จัก
Vector Database คืออะไร? เบื้องหลังความฉลาดของ AI
สรุปเจาะลึก Google Gemini 3: ฟีเจอร์ใหม่ Deep Think คืออะไร? ทำไมสาย Tech ต้องรู้
Google Opal: ปฏิวัติการสร้างแอปด้วย AI แบบ No‑Code ที่ทุกคนเข้าถึงได้
Affinity 2025 — ใช้ฟรี! ออกแบบระดับมืออาชีพได้บน Canva
XR คืออะไร?
ChatGPT Atlas คืออะไร? เบราว์เซอร์ AI จาก OpenAI
เจาะลึก Apple M5: ชิปอัจฉริยะที่ Apple สร้างมาเพื่ออนาคต AI
เปิดตัว Sora 2 ดียังไง? วิเคราะห์ลึกจุดเปลี่ยนของวิดีโอ AI รุ่นใหม่จาก OpenAI
Vibe Working กับ Microsoft 365 Copilot: เมื่อ AI กลายเป็นผู้ร่วมงานในชีวิตจริง
NVIDIA จับมือ Intel พัฒนา AI และชิป: หมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี?
AI – Nano Banana จาก Gemini
เปิดตัว iPhone 17 Series
Worldcoin กับเครื่อง Orb: เมื่อการสแกนม่านตามาถึงประเทศไทย
ประวัติศาสตร์ชิปคอมพิวเตอร์: จากทรานซิสเตอร์สู่ AI Chip ที่ขับเคลื่อนโลก
GitHub Copilot: ผู้ช่วยนักพัฒนาโค้ดยุคใหม่
Prompt Engineering in Practice — คู่มือสื่อสารกับ AI ให้ได้งานจริง
AI Upskill: ทักษะสำคัญที่คุณต้องมีในยุคที่ AI อยู่ทุกที่
AI กับคนทำงานสายไอที: ทำไมต้องใช้ AI ให้เป็นในตลาดแรงงานยุคใหม่?
Custom GPT เจาะลึก: AI ผู้ช่วยเฉพาะทางที่ปรับได้เอง
AI-Assisted Software Development: เมื่อ AI ทำงานคู่กับ Dev ทุกขั้นตอน
AI กับ Automation: เปลี่ยนงานซ้ำซากให้กลายเป็นระบบอัจฉริยะ
Top 5 แพลตฟอร์ม API Integration ปี 2025 ที่ธุรกิจควรรู้จัก
API Integration คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงต้องเข้าใจ
Agentic AI: จากผู้ช่วย เปลี่ยนสู่ผู้ตัดสินใจอัตโนมัติ
เริ่มต้นกับ AI ไม่ต้องเก่งเทคก็ทำได้
Copilot กับ ChatGPT ต่างกันยังไง? ใช้งานอะไรเมื่อไหร่ดี
เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามว่า AI ฉลาดก็จริง... แต่เคารพสิทธิของเราไหม?
Vibe Coding ดีจริงไหม? เมื่อเปรียบเทียบกับ Traditional Coding แบบดั้งเดิม
Codex AI Agent: เปิดตัวผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะเปลี่ยนวงการพัฒนาไปตลอดกาล
LLM คืออะไร? รู้จักกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น
วิธีเลือก Outsource IT ที่เหมาะกับธุรกิจคุณ
Deepfake คืออะไร กลโกงไซเบอร์ยุคใหม่ที่ควรรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อ
รวม 15 AI Tools น่าใช้งานตอบโจทย์ทุกอุตสาหกรรม 2025
ChatGPT 5 เตรียมอัปเดตฟีเจอร์ล้ำ มีอะไรใหม่ ๆ บ้างที่ควรรู้?
Deep Learning คืออะไร เกี่ยวข้องกับ Machine Learning และ AI อย่างไร
Mobile Application คืออะไร? มีความจำเป็นอย่างไรต่อชีวิตประจำวัน
สงสัยไหม? AI ในชีวิตประจําวันรอบตัวเรามีอะไรบ้าง
5 Framework ยอดนิยมที่ Developer ไม่ควรพลาด!
Machine Learning คืออะไร ตัวอย่างที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
Generative AI คืออะไร? ยุคสมัยของ AI เริ่มขึ้นแล้ว!
เจาะลึกการพัฒนาซอฟต์แวร์ Software Development คืออะไร
HCI คืออะไร? ระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้จัก
HRIS คืออะไร? เครื่องมือสำหรับบริหารงานบุคคลที่ HR ทุกคนต้องรู้!
IoT คืออะไร? ยกระดับการใช้ชีวิตด้วยเทคโนโลยี
Phishing Mail คืออะไร รู้ทันกลลวงด้วยวิธีเช็กเมลฟิชชิ่ง
phpMyAdmin คืออะไร สอนติดตั้งระบบ Database ที่ควรรู้!
Linux คืออะไร? ระบบปฏิบัติการ Open Source เหมาะใช้ทำอะไรบ้าง
Diagram เปลี่ยนความคิดให้เป็นภาพ เพื่อระบบการทำงานที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
Hard Skill และ Soft Skill ทักษะในการทำงานแบบรอบด้าน
Ransomware คืออะไร? รู้ทันภัยคุกคามไซเบอร์
System Analyst นักวิเคราะห์ระบบไอที มีหน้าที่อะไรบ้าง?
CV กับ Resume ต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีใช้อย่างมืออาชีพ
Devops คืออะไร มีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง ภายในองค์กรและธุรกิจ
System Integrator ผู้ออกแบบระบบอัตโนมัติสำหรับหุ่นยนต์ในโรงงาน
Front End, Back End, Full Stack คืออะไร ต่างกันยังไง มีหน้าที่อะไรบ้าง?
Full Stack Developer คือตำแหน่งอะไร มีหน้าที่อะไรในการพัฒนาซอฟต์แวร์
IT Outsourcing คืออะไร? ทำความรู้จักบริการที่จะยกระดับธุรกิจของคุณไปสู่ขั้นที่เหนือกว่า!
Outsource คืออะไร? ช่วยให้องค์กรเติบโตในยุค Digital transformation ได้อย่างไร
SDLC คืออะไร? ทำความเข้าใจกับขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์
Web Application คืออะไร แตกต่างจากเว็บไซต์ปกติอย่างไรบ้าง
Automation Testing ระบบทดสอบซอฟต์แวร์อัตโนมัติ คืออะไร?
ทำความรู้จักกับอาชีพ Business Analyst (BA) นักวิเคราะห์ธุรกิจ
อาชีพนักพัฒนาเว็บไซต์ (Web Developer) คือใคร มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง
Software Tester คืออะไร? ทำความรู้จักกับอาชีพ ผู้ทดสอบระบบซอฟต์แวร์
แสดงความยินดีกับพนักงาน ได้ร่วมงานกับ Cube SoftTech ครบ 5 ปี
เป็นพนักงาน IT Outsource กับ Cube SoftTech ได้อะไร